สำหรับแฟนเกมเดินหน้ายิงที่ชื่นชอบการสู้รบในสเกลใหญ่ มียานเกราะกับเครื่องบินฉวัดเฉวียน ในขณะที่แต่ละฝ่ายต่างยิงสู้กันอย่างลืมตาย ย่อมต้องนึกถึง Battlefield กันก่อนเป็นเกมแรกแน่นอน ซึ่งไม่ว่าจะผ่านมากี่ภาค ทีมงานก็ยังสร้างสรรค์ผลงานการสู้รบในสเกลขนาดใหญ่นี้ได้แบบไม่มีขาดตกบกพร่อง
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ทีมงาน 4Gamers Thailand ได้มีโอกาสเข้าร่วมทดสอบตัวเกมในเวอร์ชั่น Open Beta ที่กำลังจะเปิดให้เล่นกันในช่วงสุดสัปดาห์นี้ก่อนล่วงหน้า จะเป็นอย่างไรนั้นมาติดตามกันได้เลย!
ระบบคลาสที่เปลี่ยนไป ยืดหยุ่นมากขึ้น ใช้ปืนอะไรก็ได้
สิ่งแรกที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาคเก่าก็คือเรื่องของความยืดหยุ่นในการใช้งานระบบ Class ที่เปลี่ยนมาเป็น Specialist แทน โดยจะแทนคลาสด้วยตัวละครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ โดยในตัวเกมที่เราทำการทดสอบนั้นจะมีตัวละคร Specialist ทั้งหมดสี่คนดังนี้

- Webster Mackay: ทหารราบผู้เหมาะแก่การเป็นแนวหน้า สามารถใช้ Grappling Hook ไต่ขึ้นที่สูงได้เพื่อสร้างความได้เปรียบหรือหาข้อมูลให้กับทีม รวมไปถึงยังสามารถเคลื่อนที่ในระหว่างเล็งยิงอาวุธได้เร็วกว่าคนอื่น
- Maria Falck: เธอเปรียบเสมือนกับคลาส Medic ของภาคก่อน โดยเธอมาพร้อมกับปืน S21 Syrette Pistol ที่ช่วยเพิ่มเลือดให้กับเพื่อนร่วมทีมในระยะไกลได้ นอกจากนั้นยังสามารถชุบชีวิตเพื่อนร่วมทีมหรือทหารนอกหน่วยรบได้ พร้อมกับได้รับพลังชีวิตฟื้นขึ้นมาจนเต็มอีกด้วย
- Pyotr "Borris" Guskovsky: ทหารรัสเซียผู้เจนศึกและมีความเชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรม ความสามารถของเขาคือการวางป้อมปืน Sentry Gun ที่นอกจากจะช่วยยิงสนับสนุนแล้ว ยังช่วย Spot ตำแหน่งของศัตรูที่ถูกยิงให้ทีมเราได้รู้ด้วย
- Wikus "Casper" Daele: พลลาดตระเวณผู้มีทักษะในการค้นหาที่ดีเยี่ยม สามารถใช้ Recon Drone ในการค้นหาเป้าหมายที่ต้องการ รวมไปถึงใช้ EMP Blast ในการยกเลิกการถูกล็อกเป้าอัตโนมัติได้ด้วย นอกจากนั้นยังสามารถตรวจจับการเคลื่อนที่ของศัตรูที่กำลังเดินเท้าอยู่และบอกให้เพื่อร่วมทีมทราบได้ด้วย
ทั้งหมดนี้คือ Specialist ที่เปิดให้เล่นกันในช่วง Open Beta นี้ ซึ่งจะมีการเพิ่ม Specialist คนอื่น ๆ เข้าไปในเกมอีกเมื่อเกมวางจำหน่าย รวมไปถึงจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในทุก Season เรียกว่ามีให้ได้เล่นได้ลองกันเยอะไม่แพ้เกมอย่าง Apex Legends แน่นอน

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากก็คือเรื่องของอาวุธที่ให้เลือกใช้ ในภาคนี้ไม่มีการจำกัดแล้วว่า Specialist คนไหนต้องใช้ปืนประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ต่อให้คุณเป็น Specialist ที่เน้นการ Support ทีม ก็ไม่จำเป็นต้องถือแค่ปืน SMG ได้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถถือปืนอย่าง Assult Rifle, Sniper หรือกระทั่ง LMG ก็ได้เหมือนกัน เรียกว่าอยากเล่นปืนกระบอกไหนก็เลือกมาใช้งานได้เลย
การแต่งปืนแบบเวลาจริง แต่งได้ทุกที่ทุกเวลา

จุดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากของภาคนี้คือการแต่งอาวุธได้ทันทีเมื่ออยู่ในสนามรบ เพียงแค่กด T ก็จะเป็นการเรียกหน้าเมนูในการแต่งอาวุธออกมาทันที โดยผู้เล่นจะสามารถเลือกของแต่งหลัก ๆ ได้สี่อย่างคือลำกล้อง(ปลอกเก็บเสียง, ลำกล้องยาว, ปลอกลดแสง) ศูนย์เล็ง, แม็กกาซีน(แม็กกาซีนเสริม, เปลี่ยนชนิดกระสุน) และอุปกรณ์เสริมด้านหน้า(Foregrip, เครื่องยิงระเบิด, ไฟฉาย) เรียกว่าเรียกมาใช้ได้เลยไม่ต้องแต่งในหน้า Battlelog อีกต่อไป
ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ผู้เล่นปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ตามที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Loadout ใหม่ยกชุด เพียงแค่เปลี่ยนชุดแต่งเสริมนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว อย่างเช่นถ้าต้องการต่อกรกับศัตรูที่ยิงจากระยะไกล ก็ปรับเปลี่ยนศูนย์เล็งของปืนพร้อมกับเพิ่มกระสุนที่ยิงได้แรงกว่าปกติเข้าไป หรือปรับมาใช้สู้ระยะใกล้ก็เพียงแค่เปลี่ยนศูนย์เล็ง ติดกระโจมหน้าใหม่ก็ได้เช่นกัน
แม้ในตอนนี้ตัวเกมจะยังไม่มีหน้า Battlelog ให้ปรับอาวุธได้ตั้งแต่แรก แต่ทางทีมพัฒนาสัญญาว่าจะมีแน่นอน พร้อมกับปรับแต่งได้ตามที่ผู้เล่นต้องการเช่นเคย
แผนที่ขนาดใหญ่ พร้อมนำเสนอการรบที่ยิ่งใหญ่และโกลาหล

สำหรับแผนที่ ๆ ทางเราได้ทดลองเล่นนั้นเป็นแผนที่ Orbital ในโหมด Conquest ที่นำเสนอสเกลการรบขนาดใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยมตามสไตล์ของ Battlefield โดยจะเป็นฐานยิงจรวจใจกลางป่าที่กองกำลังทั้งสองต่างโรมรันเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง โดยมีจุดเด่นคือตึกสูงและแท่นปล่อยจรวดที่หลายคนน่าจะเคยเห็นกันมาก่อนแล้วนั่นเอง
ส่วนวิธีเล่นในโหมด Conquest นี้ก็มีกติกาไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ยึดจุดธงให้มากที่สุดเพื่อลด Ticket เกิดของฝ่ายตรงข้ามให้หมดก็จะเป็นฝ่ายชนะไป การรบพุ่งจะเกิดขึ้นได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทั้งเหล่าทหารราบหรือยานเกราะทั้งบนบกและอากาศ เรียกว่าจัดมาเต็มที่แบบไม่ต้องห่วงเลยว่าจะไม่มีให้เลือกมาใช้เล่น

ส่วนจำนวนผู้เล่นในแต่ละแผนที่นั้นทางทีมงานกล่าวว่า ในเวอร์ชั่น PC และคอนโซล Next Gen อย่าง PS5 และ Xbox SX จะรองรับผู้เล่นได้สูงสุดถึง 128 คนในแผนที่เดียว ซึ่งนับว่าเยอะมาก ๆ สำหรับเกมแนว Multiplayer เช่นนี้ รวมไปถึงในฉากเองก็จะมีศัตรูที่เป็น AI ที่เป็นเหล่าทหารราบปะปนมาด้วย ซึ่งพวกเขาจะคอยช่วยยิงและขับยานพานะต่อสู้อยู่ในฉากด้วย และเป็นตัวเสริมในฉากไม่ให้การเล่นแห้งแล้งจนเกินไป
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราอาจจะเห็นพายุฝนลงกระหน่ำจนทำให้การมองเห็นถูกบดบังจนไม่สามารถเล็งยิงระยะไกลได้สะดวก หรือการบังคับยานพาหนะกลางอากาศก็ยากขึ้นตามไปด้วย หรือการยิงระเบิดก็มีผลให้กำแพงกับพื้นดินเป็นรูจนกลายเป็นสนามเพลาะไปได้เลยเหมือนกัน
รวมกันเป็นกลุ่ม ดีกว่าลุยเดี่ยวเหมือนเดิม

สำหรับภาค 2042 การรวมตัวกันเป็นหมู่รบก็ยังคงให้ผลลัพทธ์ที่ดีกว่าการเล่นแบบเดี่ยวอย่างมากเหมือนเดิม เพราะนอกจากจะช่วย Ping ตำแหน่งที่จะไปให้คนอื่นในทีมให้รู้ได้แล้ว ยังสามารถชุบเพื่อนที่ล้มอยู่ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเล่นเป็นแพทย์สนามได้ด้วย แต่พลังที่คืนกลับมาจะได้เพียงครึ่งเดียว จึงต้องใช้กระเป๋าพยาบาลช่วยในจุดนี้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีคนช่วยดึงเลยในบางรอบที่เรากำลังเสียเปรียบอยู่นั่นเอง
นอกจากนั้นการแจกจ่ายของเสริมอย่างเกราะ พยาบาลหรืออื่น ๆ ก็จะทำได้สะดวกขึ้น และความสามารถของ Specialist บางตัวก็จะเป็นผลดีกับทีมค่อนข้างมาก อย่างเช่น Borris ที่มีป้อมปืนช่วยชี้ตำแหน่งของศัตรูให้ทราบ เรียกว่ายังไงเล่นเป็นทีมก็ดีกว่าหลายเท่านั่นเอง
โดยรวมแล้วเป็นอย่างไร?
Battlefield 2042 มีการเปลี่ยนแปลงหลายจุดที่น่าประทับใจมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นด้านของความยืดหยุ่นที่เลือกใช้อาวุธได้อิระไม่ติดกับคลาส Specialist ที่มีความสามารถน่าสนใจกว่าเดิมและน่าตื่นตาตื่นใจ รวมกับการนำเสนอสงครามสเกลใหญ่ที่สมกับเป็น Battlefield เชื่อได้เลยว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าจะครองใจผู้เล่นเกมแนว FPS ได้อย่างไม่ยากเย็น

และสำหรับใครที่อยากเข้าร่วมทดลองเล่นเกมแบบ Open Beta ก็เตรียมตัวกันได้ในวันที่ 6-9 ตุลาคมนี้ โดยในวันที่ 6-7 ตุลาคมจะเป็นคิวของผู้ที่สั่งจองเกมไว้ล่วงหน้า และวันที่ 8-9 ตุลาคมก็จะเป็นการเปิดให้เล่นแบบ Open Beta เต็มตัว สามารถโหลดได้ทั้งทาง Origins และ Steam
