
ย้อนกลับไปในอดีตสมัยที่ระบบอินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องไกลตัว ขณะที่ระบบการซื้อเกมอย่าง Steam ยังไม่ถือกำเนิด การซื้อเกมของคนยุคนั้นก็คือการเดินไปยังร้านขายเกมเหมือนซื้อของทั่ว ๆ ไป และถ้าตอนไหนที่มีเกมดังเกมฮิตออกมา คนก็จะไปนอนรอเฝ้าหน้าร้านเข้าคิวยาวหลายชั่วโมง จนบางร้านต้องถือป้ายประกาศว่าร้านรับคนซื้อได้เท่านี้เพราะของหมด ต่างกับในยุคนี้ที่เราไม่ต้องไปยืนเข้าแถวต่อคิวซื้อเกมแบบแต่ก่อน แค่จ่ายเงินทางออนไลน์จองเกมล่วงหน้า จากนั้นก็นั่งรอนับถอยหลังให้เกมเปิดเล่นก็สามารถสนุกกับเกมได้ เรียกว่าสะดวกแบบสุด ๆ แต่ก็ยังมีคนที่ชื่นชอบการซื้อแบบแผ่นเพราะมันจับต้องได้ แต่มันก็น้อยลงมาก ๆ จนตอนนี้ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่ยอดขายแผ่นเกมลดลงกว่า 11% และมียอดใช้จ่ายโดยรวม (เกมแบบแผ่น) อยู่ที่เพียง 1.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว เรามาดูเรื่องราวนี้กัน

โดยเรื่องราวนี้มาจากทาง คุณ Mat Piscatella ผู้อำนวยการอาวุโสและที่ปรึกษาอุตสาหกรรมวิดีโอเกมของ Circana อดีตเคยทำงานที่ Activision และ Warner Bros Games ออกมากล่าวบน Bluesky ว่า "ในปี 2025 ยอดใช้จ่ายซื้อวิดีโอเกมแบบแผ่นออกใหม่ในสหรัฐฯ ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งถือเป็นอัตราการลดลงที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งตอนนั้นลดลงเพียง 8% แต่ก็ถือว่าสถานการณ์ดีกว่าปี 2024 ที่ยอดตกลงไปถึง 28% อย่างไรก็ตามยอดใช้จ่ายรวมของการซื้อเกมแบบแผ่นออกใหม่ในปี 2025 กลับมีมูลค่าเพียง 1.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่มีการเริ่มเก็บข้อมูลมาในปี 1995" หรือพูดง่าย ๆ คือในปี 2024 แม้จะมีคนซื้อแผ่นเกมน้อยลงถึง 28% แต่มูลค่าการซื้อเกมแบบแผ่นก็สูงกว่าปี 2025 ที่ผ่านมาที่ลดเพียง 11% แต่จำนวนแผ่นเกมที่ซื้อน้อยกว่ามาก

แถมผลการวิจัยยังบอกอีกว่า มันง่ายที่จะสรุปแบบกำปั้นทุบดินว่า เกมแบบแผ่นดีกว่าแบบดิจิทัล แต่ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเกมแบบแผ่นส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถึง 100 เท่า แถมแผ่น CD, DVD หรือแม้แต่ Blu-ray ต่างก็หนีไม่พ้นความเสี่ยงเรื่องแผ่นเสื่อมสภาพ จริงอยู่ที่การซื้อเกมดิจิทัลโดยเฉพาะในยุคที่มีระบบ DRM มันเปรียบเสมือนการจ่ายเงินเพื่อ 'เช่าสิทธิ์ใช้งานระยะยาว' เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน แผ่นเกมกลับมีอายุขัยเพียง 30–100 ปี ซึ่งหมายความว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต แน่นอนว่าการสะสมแผ่นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แม้เกมจะเล่นไม่ได้แล้วและ 100 ปีอาจจะดูเหมือนนานชั่วชีวิตคน แต่มันก็มีวันหมดอายุอยู่ดี

พูดแบบนี้แล้วแบบดิจิตรอนละ ทางนั้นเองก็มีวันหยดอายุ เพราะถ้าค่ายเกมปิดระบบออนไลน์ที่เราไม่สามารถเข้าไปเล่นเกมนั้นได้ แม้จะเป็นแบบออฟไลน์ก็มีอยู่หลายเกม แต่หลายเกมก็สามารถเล่นแบบออฟไลน์ได้นั่นคือข้อดีของเกมดิจิตรอน ซึ่งต่อให้เราเก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสหรือไว้ที่เก็บของมูลต่าง ๆ ถ้ามันหายไปหรือพังเราก็ยังสามารถซื้อเกมโหลดเกมนั้น ๆ มาเล่นใหม่ได้ หรืออย่างเลวร้ายสุดถ้าเกมนั้นทางผู้ผลิตปิดไม่ขายแบบดิจิตรอน ก็ยังมีแบบเถื่อนให้โหลด (อันนี้ไม่ได้บอกว่าดี แต่ถ้ามันไม่มีทางเลือกก็คงต้องเป็นแบบนั้น) ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ที่เกม Pokémon FireRed และ LeafGreen ไม่มีให้เล่นแบบถูกลิขสิทธิ์ เพราะทาง Nintendo ไม่เอามาขายใหม่ (ตอนนี้เอามาขายแล้ว) คนต้องไปหาแบบเถื่อนมาเล่น จนเมื่อของแท้ออกมา ทุกก็พร้อมใจสนับสนุน นี่ยังไม่นับการขายเกมแบบ GOG ที่เราเป็นเจ้าของเก็บไฟล์ข้อมูลเอาไว้กับเครื่อง จะเล่นก็โหลดติดตั้งเล่นเลย แม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ตก็ตาม

นั่นคือการยกตัวอย่างของข้อดีของการซื้อและเก็บแบบดิจิตรอน ในทางกลับกันถ้าเราบอกว่าแบบแผ่นเก็บได้ 100 ปีมันก็นานอยู่นะ และถ้าถามว่าเกมแบบแผ่นจะหายไปไหมก็คงบอกว่าไม่ เหมือนอย่างหนังสือการ์ตูนที่บอกว่าเราสามารถอ่านออนไลน์ได้ แต่หนังสือการ์ตูนแบบเล่มก็ยังคงขายขายดีขาดตลาดอยู่ แต่คนซื้อมันน้อยลงเท่านั้น การซื้อเกมแบบแผ่นก็เช่นกัน ในอนาคตเกมแบบแผ่นจะน้อยลงแต่ก็ไม่มีทางหายไปอยู่ดี ตราบเท่าที่ไม่เกิดสงครามโลกซอมบี้บุกอุกกาบาตชนโลกจนอารยธรรมล่มสลาย เกมแบบดิจิตรอนและแบบแผ่นก็ยังคงอยู่ต่อไปอยู่ดี และสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้แน่นอน ไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัว และปล่อยให้บริษัทเกมไปจัดการก็พอ ส่วนเราก็แค่จ่ายเงินซื้อมาเล่นและสนุกกับเกมก็พอแล้ว