Shinobi: Art of Vengeance อีกหนึ่งเกมที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เครื่องเกมคอนโซลรุ่นเดอะอย่าง Mega Drive หรือ Sega Genesis แต่ในปี 2025 นี้เองที่ Shinobi กลับมาอีกครั้งด้วยฝีมือของ Lizardcure ค่ายอินดี้ที่มีผลงานที่เต็มไปด้วยใจรักในเกมนี้อย่างยิ่งยวด และเคยฝากผลงานมาแล้วจากใน Street of Rage 4

Shinobi: Art of Vengeance ว่าด้วยเรื่องราวของ "Joe Musashi" หัวหน้านินจาของฝ่าย Oboro ผู้พิทักษ์ความสงบสุขของโลก ต่อสู้กับองค์กรชั่วที่หมายมั่นยึดครองโลก แต่กลับถูกนินจาฝ่าย Oboro ด้วยกันเองขัดขวาง และส่งกองกำลังมาที่หมู่บ้านแล้วสาบทุกคนให้กลายเป็นหิน เหลือเพียงแค่ Joe กับภรรยา และ Tomoe ลูกศิษย์เอกที่รอดมาได้ นับตั้งแต่นั้นมา Joe จึงสาบานจะล้างแค้นองค์กรโฉดนี้ให้ได้
เนื้อเรื่องของเกมเป็นพลอตง่าย ๆ เกี่ยวกับการล้างแค้น แต่ก็จัดว่าน่าติดตามไม่น้อย มีการเล่าเรื่องที่โอเค มีจุดหักมุมเล็กน้อยให้ได้ตื่นเต้น แต่ก็ไม่ถึงกับแหวกมากนัก



เกมมาในกราฟฟิกแบบสองมิติที่วาดขึ้นใหม่อย่างสวยงาม การเคลื่อนไหวของตัวละครในเกมลื่นไหลเป็นธรรมชาติมาก ตัวเกมเน้นหนักไปที่การเล่นตามเนื้อเรื่อง ทั้งอิงจากเกมภาคต้นตำรับ และออกแบบใหม่ จนมีความยากในระดับที่ท้าทายมาก การออกแบบฉากในด้านของ Platform กระโดดไปมานั้นออกแบบมาได้ดีแต่มีความยากมากระดับหนึ่ง โดยเฉพาะฉากพิเศษที่ได้รับรางวัลเป็นอาวุธหรือของเสริมนั้นจะมีความยากมากกว่าปกติ ต้องใช้ทั้งฝีมือ ความแม่นยำ และความรวดเร็วจึงจะเล่นผ่านไปได้
ส่วนศัตรูในฉากก็มีรูปแบบการโจมตีที่เห็นได้ชัดเจน ตัวเล็กตีไว ตัวใหญ่ตีหนักแต่ช้า ซึ่งรวม ๆ แล้วก็ไม่ได้หลากหลายมากถ้าเทียบกับความยากของฉาก แต่ก็ทำให้การต่อสู้มีรสชาติเพิ่มขึ้นมาก ฉากในเกมเต็มไปด้วยทางลับที่แอบซ่อนไอเทมมากมายรอไว้ หรืออาจเป็นการต่อสู้กับศัตรูที่โถมเข้ามาอย่างไม่หยุดในช่วงหนึ่ง และถึงแม้เกมจะมีความยากแต่ก็มี Checkpoint อยู่ตลอดทาง โดยเฉพาะในจุดก่อนเข้า Platform ยาก ๆ ที่ช่วยได้มาก แต่บางจุดก็ไกลจนแอบท้ออยู่
โดยรวมการนำเสนอนั้นสมกับเป็นเกมแบบคลาสสิกที่เล่นได้เพลิดเพลิน แม้จะสั้นไปหน่อย แต่เทียบกับราคา (400 กว่าบาท) ถือว่าคุ้มค่ามาก


ในส่วนของเกมเพลย์ นอกจากการกระโดดไปมาตามฉากแล้ว การต่อสู้ในเกมก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Joe จะมีท่วงท่าในการต่อสู้ที่หลากหลายมาก ส่วนใหญ่สามารถปลดล็อกได้จากการซื้อในร้านค้า ซึ่งร้านค้าจะปลดล็อกของใหม่จากเหรียญที่เก็บได้ตามฉากที่เป็นทางลับ รวมถึงการอัปเกรดต่าง ๆ ก็ต้องใช้เงินซื้อหรือสู้กับศัตรูในพื้นที่พิเศษเช่นกัน
ท่าต่อสู้สามารถเลือกสลับได้ตามความถนัด ไอเทมบางอย่างมีใช้จำกัด เช่น มีดคุไนที่เอาไว้ปาใส่ศัตรู แต่อัปเกรดเพิ่มช่องเพิ่มความแรงได้ นอกจากท่าต่อสู้แล้ว ยังมี "Ninki" ท่าไม้ตายที่ใช้ Ninja Cell ในการโจมตี ที่ค่อนข้างรึนแรงและใช้ได้หลากหลาย กับ "Ninpo" ท่าพิเศษสำหรับใช้ในการผ่านบางพื้นที่ได้ บางจุดจะเข้าไปไม่ได้ เพราะต้องมีไอเท็มพวกนี้ก่อน จึงจะย้อนกลับมาไปต่อได้
อย่างที่ได้บอกไปว่าศัตรูในฉากแม้จะมีความหลากหลาย แต่ฉากของเกมก็ต้องใช้ทักษะพอสมควร การต่อสู้กับบอสหลาย ๆ ตัวนั้นไม่ค่อยท้าทายนัก ยกเว้นบอสลับที่ตึงมือพอสมควร แม้การต่อสู้กับบอสจะมีความท้าทายน้อย แต่การผ่านด่านแต่ละด่านจัดว่าตึงมือเอาเรื่อง เพราะหลาย ๆ จุดออกแบบได้โหดสุด ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความยาวในการเล่นแบบพอดี ๆ ไม่ได้ยาวจนเกินไป หรือถ้าบางด่านทางสั้น ทีมงานเขาก็จัดเต็ม ซึ่งถ้าหากใช้ความคิดและความแม่นยำในการกดก็มีโอกาสผ่านได้
โดยรวมแล้วเกมเพลย์มีความสนุกที่ตึงมือแบบกำลังดี แต่คนที่ไม่ชอบการเล่นแบบกระโดดไปมาเพื่อผ่านฉากยาก ๆ อาจมีท้อกันสักหน่อย แต่ไม่ถือว่ายากเกินความสามารถแน่นอน
สำหรับสเป็กของเกม ไม่ได้กินสเปคเครื่องอย่างที่คิด คอมเก่าเกิน 10 ปีที่พอดู YouTube ได้ก็เล่นเกมนี้ได้แน่นอน ส่วนระดับความยากในเกมก็สามารถปรับได้ตามความต้องการ จะให้ศัตรูอัดเบา อัดแรง อัดช้า อัดเร็ว ก็เลือกได้หมด ตัวเกมไม่มีบั๊กร้ายแรง เล่นได้ลื่น ๆ จนจบเกมแน่นอน
สรุปแล้ว Shinobi: Art of Vengeance เป็นเกม Action Platformer ที่สนุกคุ้มราคามาก มีคอนเทนต์ให้เล่นเยอะสมราคา แถมไม่แพงอีกด้วย ชาวเกมคนไหนที่ชื่นชอบเกมแนวนี้ หรือโหยหาเกมยุคเก่าในโลกยุคใหม่ บอกเลยว่าห้ามพลาด